การทำน้ำพุไม้ไผ่ สไตล์ญี่ปุ่น
1. เตรียมไม้ไผ่ 2 ท่อน ..ท่อน 1 ใช้เป็นเสาตั้ง ท่อน 2 สำหรับน้ำไหลออก
2. เจาะรูให้ได้ขนาดพอสวมท่อใสได้ (clear tubing) ตามรูป จุดนี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง ไม้ไผ่ 2 ท่อนด้วย
3. เจาะ รูไม้ไผ่ ท่อน 1 ให้กลวง .. โดยอาจใช้เหล็กเส้นกระทุ้งตามรูป ต้องระวังอย่าให้แตกด้วยครับ
4. เสียบท่อ pvc ที่ปลายด้ายหนึ่งของไม้ไผ่ท่อน 1 ...เพื่อให้ต่อท่อใส (clear tubing) เข้ากับปั้มได้ โดยใช้ท่อขนาดประมาณ 5 หุน(5/8") หรือถ้าไม่แน่ใจลองนำไม้ไผ่ไปเทียบขนาดที่ร้านขายท่อ pvc ได้ครับ ...ดูตามรูป 4
5. เสียบท่อใส (clear tubing) เข้าไม้ไผ่ท่อน 2 ..ตามรูป 5
6. ประกอบไม้ไผ่ 2 ท่อนเข้าด้วยกัน ..ตามรูป 6
7. ประกอบปั้ม(ไดโว่) เข้าด้วยกันกับไม้ไผ่ท่อน 1 ..ตามรูป 7
8. ทำฐานตั้งที่ก้นกระถางที่ต้องการ ทดสอบการทำงาน
9. ตกแต่งด้วยหินกรวด เป็นอันเสร็จ
วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ตัวอย่างการทำน้ำตก
การทำน้ำตก แบบไม่เทพื้นปูน
Step 1 - Marking Contours เขียนผัง แสดงตำแหน่ง ลงบนพื้นดิน เพื่อเตรียมที่จะขุดเป็นบ่อน้ำ ตามแบบที่ออกแบบไว.้
Step 2 - The Digging ขุดดินลึกตามต้องการ โดยไล่ระดับจากสุงลงต่ำสุด ความลึกนั้นตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่ว่าจะทำแค่เป็นลำธารตื้นๆ หรือบ่อปลา.
Step 3 - Installing Equipment เดินท่อ วางระบบปั้มน้ำ และระบบระบายน้ำ.
Step 4 - The Liner นำผ้ายางหือแผ่นพลาสติก ชนิดหนาและกันน้ำอย่างดีรองพื้ีนบ่อ โดยวางให้เลยขอบบ่อและต้องมั่นใจว่าไม่มีการรั่วซึม อาจใช้วิธี test น้ำก่อนก็ได้.
Step 5 - Adding Structure วางหิน เทกรวดลงไป โดยเน้นวางทับขอบบ่อให้สนิทก่อน แล้วค่อยวางตามใจชอบ สุดท้ายโรยด้วยกรวดอย่างละเอียดทับอีกที ไม่ให้เห็นแผ่นพลาสติก........
Step 1 - Marking Contours เขียนผัง แสดงตำแหน่ง ลงบนพื้นดิน เพื่อเตรียมที่จะขุดเป็นบ่อน้ำ ตามแบบที่ออกแบบไว.้
Step 2 - The Digging ขุดดินลึกตามต้องการ โดยไล่ระดับจากสุงลงต่ำสุด ความลึกนั้นตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่ว่าจะทำแค่เป็นลำธารตื้นๆ หรือบ่อปลา.
Step 3 - Installing Equipment เดินท่อ วางระบบปั้มน้ำ และระบบระบายน้ำ.
Step 4 - The Liner นำผ้ายางหือแผ่นพลาสติก ชนิดหนาและกันน้ำอย่างดีรองพื้ีนบ่อ โดยวางให้เลยขอบบ่อและต้องมั่นใจว่าไม่มีการรั่วซึม อาจใช้วิธี test น้ำก่อนก็ได้.
Step 5 - Adding Structure วางหิน เทกรวดลงไป โดยเน้นวางทับขอบบ่อให้สนิทก่อน แล้วค่อยวางตามใจชอบ สุดท้ายโรยด้วยกรวดอย่างละเอียดทับอีกที ไม่ให้เห็นแผ่นพลาสติก........
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552
การออกแบบห้องนอน
แสงในห้องนอน
การ จัดแสงสว่างในห้องนอน ควรคำนึงถึง ความสมบูรณ์ ของการใช้สอยด้วย แม้ว่า บรรยากาศ โดยรวมของห้องนอน น่าจะเป็นแสงที่ นุ่มนวล อบอุ่น ชวนให้พักผ่อน โดยอาจติดตั้ง โคมไฟหลุม แบบฝังในฝ้า แต่ก็ต้องจัด โคมไฟ ที่ให้ แสงสว่างเพิ่ม ในจุดที่ต้องการด้วย เช่น ไฟอ่านหนังสือ ที่ หัวเตียง หรือที่โซฟามุมห้อง หรือที่ โต๊ะเครื่องแป้ง และมุมแต่งตัว เป็นต้น
หลอด ไฟในห้องนอน ควรให้แสงสีนวล จะสบายตากว่า หลอดฟลูออเรสเซนต์ ถ้าต้องการให้ ห้องดูสว่างไสว อย่างนุ่มนวล ก็อาจใช้วิธี ติดโคมไฟเฉพาะจุด ให้สะท้อน จากผนังออกมา ให้แสงสว่างทั้งห้อง ก็ได้
สำหรับผู้ที่ชอบ แสงไฟที่มีสีสรร ก็อาจเลือก ประดับโคมไฟ ที่ให้สีสรร และลำแสง ที่แปลกออกไป แต่ก็ควรคำนึงว่า แสงสีแดง จะให้ความรู้สึก ร้อน รุนแรง และรุกรานได้ ในขณะที่ แสงสีเขียว ก็อาจ ก่อให้เกิด ความรู้สึกอึกอัด หดหู่ เหี่ยวเฉา หรือ สร้างบรรยากาศ ที่น่าสะพรึงกลัว ได้เช่นเดียวกับ แสงสีน้ำเงิน แสงที่มีสีสรร อาจจะดูดี เมื่อส่องไปที่ เฟอร์นิเจอร์ หรือผนังห้องก็จริง แต่มักจะก่อปัญหา ในยามที่แสงนั้น ส่องไปโดนคน เพราะจะเปลี่ยน รูปลักษณ์ของ คนคนนั้นไปจากปกติ ในทันทีที่โดนแสง
เสียงในห้องนอน
ห้องนอน ควรเป็นห้องที่ เงียบสงัดที่สุด ในบ้าน แม้เมื่อเปิดหน้าต่าง ก็ไม่โดนรบกวน จากเสียงภายนอก มากนัก เพื่อให้ คุณนอนหลับสบาย ได้ตลอดคืน บางคน ชอบที่จะ ตื่นเช้าขึ้นมา พร้อมๆ กับ เสียง นกร้อง หรือไก่ขัน แต่บางคน ก็แทบจะ ทนเสียง เหล่านั้น ไม่ได้เลย ในกรณีที่ อยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ จอแจ ก็อาจจำเป็นต้อง ปิดกระจก และใช้ เครื่องปรับอากาศ บางคนนิยม ติดตั้ง เครื่องเสียง ไว้ในห้องนอน เพื่อเปิดฟัง ในยามพักผ่อน แต่ก็ควร คำนึงถึง ผู้ที่นอนร่วมห้องด้วย อย่าให้เป็นการ รบกวน อีกฝ่ายหนึ่ง
ควรสังเกตด้วยว่า ของใช้บางอย่าง ในห้องนอน ก่อให้เกิด เสียงรบกวน ที่น่ารำคาญ จนคุณ นอนหลับไม่เป็นสุข บ้างหรือเปล่า เช่น นาฬิกาหัวเตียง ที่เดินดังเกินปกติ หริอตีบอกเวลา ทุกชั่วโมง หรือเสี้ยวชั่วโมง เตียงนอน หรือที่นอน ที่ส่งเสียง เอี๊ยดอ๊าดทุกครั้ง ที่คุณขยับตัว เครื่องปรับอากาศ ที่ส่งเสียงกระหึ่ม ผิดปกติ หรือมีการสตาร์ท ดังเป็นระยะๆ สิ่งเหล่านี้ แก้ไขได้ และจะช่วยให้ คุณหลับเป็นสุข ยิ่งขึ้น
กลิ่นในห้องนอน
ห้องนอน ควรอยู่ห่างจาก ห้องครัว เพื่อกันไม่ให้ กลิ่นอาหาร เข้าไปรบกวน ผู้นอน และไปเกาะติด อยู่ตาม ที่นอน หมอน ผ้าห่ม ขณะเดียวกัน ห้องนอน ที่มี ห้องน้ำในตัว หรืออยู่ติดกับ ห้องน้ำ ก็ควรวางแผน การระบายอากาศ ให้ดี อย่าให้มีกลิ่น ไม่พึงประสงค์ ไปรบกวน ในห้องนอนได้
บางคน ชอบให่มีกลิ่นดอกไม้หอมๆ ในห้องนอน จึงเลือกปลูกต้นไม้ ที่ให้ดอกไม้หอม ไว้ริมหน้าต่าง หรือบนระเบียง บางคนเลือกใช้ กลิ่นหอม ที่ให้ความรู้สึก ผ่อนคลายในยามพักผ่อน ก็อาจใช้ เครื่องหอม ประเภท ดอกไม้แห้งอบหอม หรือน้ำมันหอม ประดับตกแต่ง ไว้ตามมุมต่างๆ
ข้อสำคัญก็คือ อย่าให้ห้องนอน มีกลิ่นอับชื้น เป็นอันขาด เพราะจะกดดัน ให้ผู้นอน รู้สึกอึดอัด ถูกบีบคั้น และหลับไม่เป็นสุข ฝันร้ายบ่อยๆ และอาจ ก่อให้เกิด โรคภูมิแพ้ได้ สาเหตุของ กลิ่นอับชื้น อาจจะ มาจาก เครื่องนอนที่ใช้ ผ้าม่าน พรมปูพื้น ไม่สะอาดพอ นอกจากจะต้อง คอยดูแล รักษา ความสะอาดแล้ว ยังต้อง คอยเปิดหน้าต่าง ประตู ระบายอากาศ และเปิด ให้ แสงแดด ส่องเข้ามา อย่างสม่ำเสมอ การเลือกใช้ เครื่องนอน ก็ควรเลือกใช้ ที่มีคุณภาพดี และ ทำความสะอาด ได้บ่อยๆ
การ จัดแสงสว่างในห้องนอน ควรคำนึงถึง ความสมบูรณ์ ของการใช้สอยด้วย แม้ว่า บรรยากาศ โดยรวมของห้องนอน น่าจะเป็นแสงที่ นุ่มนวล อบอุ่น ชวนให้พักผ่อน โดยอาจติดตั้ง โคมไฟหลุม แบบฝังในฝ้า แต่ก็ต้องจัด โคมไฟ ที่ให้ แสงสว่างเพิ่ม ในจุดที่ต้องการด้วย เช่น ไฟอ่านหนังสือ ที่ หัวเตียง หรือที่โซฟามุมห้อง หรือที่ โต๊ะเครื่องแป้ง และมุมแต่งตัว เป็นต้น
หลอด ไฟในห้องนอน ควรให้แสงสีนวล จะสบายตากว่า หลอดฟลูออเรสเซนต์ ถ้าต้องการให้ ห้องดูสว่างไสว อย่างนุ่มนวล ก็อาจใช้วิธี ติดโคมไฟเฉพาะจุด ให้สะท้อน จากผนังออกมา ให้แสงสว่างทั้งห้อง ก็ได้
สำหรับผู้ที่ชอบ แสงไฟที่มีสีสรร ก็อาจเลือก ประดับโคมไฟ ที่ให้สีสรร และลำแสง ที่แปลกออกไป แต่ก็ควรคำนึงว่า แสงสีแดง จะให้ความรู้สึก ร้อน รุนแรง และรุกรานได้ ในขณะที่ แสงสีเขียว ก็อาจ ก่อให้เกิด ความรู้สึกอึกอัด หดหู่ เหี่ยวเฉา หรือ สร้างบรรยากาศ ที่น่าสะพรึงกลัว ได้เช่นเดียวกับ แสงสีน้ำเงิน แสงที่มีสีสรร อาจจะดูดี เมื่อส่องไปที่ เฟอร์นิเจอร์ หรือผนังห้องก็จริง แต่มักจะก่อปัญหา ในยามที่แสงนั้น ส่องไปโดนคน เพราะจะเปลี่ยน รูปลักษณ์ของ คนคนนั้นไปจากปกติ ในทันทีที่โดนแสง
เสียงในห้องนอน
ห้องนอน ควรเป็นห้องที่ เงียบสงัดที่สุด ในบ้าน แม้เมื่อเปิดหน้าต่าง ก็ไม่โดนรบกวน จากเสียงภายนอก มากนัก เพื่อให้ คุณนอนหลับสบาย ได้ตลอดคืน บางคน ชอบที่จะ ตื่นเช้าขึ้นมา พร้อมๆ กับ เสียง นกร้อง หรือไก่ขัน แต่บางคน ก็แทบจะ ทนเสียง เหล่านั้น ไม่ได้เลย ในกรณีที่ อยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ จอแจ ก็อาจจำเป็นต้อง ปิดกระจก และใช้ เครื่องปรับอากาศ บางคนนิยม ติดตั้ง เครื่องเสียง ไว้ในห้องนอน เพื่อเปิดฟัง ในยามพักผ่อน แต่ก็ควร คำนึงถึง ผู้ที่นอนร่วมห้องด้วย อย่าให้เป็นการ รบกวน อีกฝ่ายหนึ่ง
ควรสังเกตด้วยว่า ของใช้บางอย่าง ในห้องนอน ก่อให้เกิด เสียงรบกวน ที่น่ารำคาญ จนคุณ นอนหลับไม่เป็นสุข บ้างหรือเปล่า เช่น นาฬิกาหัวเตียง ที่เดินดังเกินปกติ หริอตีบอกเวลา ทุกชั่วโมง หรือเสี้ยวชั่วโมง เตียงนอน หรือที่นอน ที่ส่งเสียง เอี๊ยดอ๊าดทุกครั้ง ที่คุณขยับตัว เครื่องปรับอากาศ ที่ส่งเสียงกระหึ่ม ผิดปกติ หรือมีการสตาร์ท ดังเป็นระยะๆ สิ่งเหล่านี้ แก้ไขได้ และจะช่วยให้ คุณหลับเป็นสุข ยิ่งขึ้น
กลิ่นในห้องนอน
ห้องนอน ควรอยู่ห่างจาก ห้องครัว เพื่อกันไม่ให้ กลิ่นอาหาร เข้าไปรบกวน ผู้นอน และไปเกาะติด อยู่ตาม ที่นอน หมอน ผ้าห่ม ขณะเดียวกัน ห้องนอน ที่มี ห้องน้ำในตัว หรืออยู่ติดกับ ห้องน้ำ ก็ควรวางแผน การระบายอากาศ ให้ดี อย่าให้มีกลิ่น ไม่พึงประสงค์ ไปรบกวน ในห้องนอนได้
บางคน ชอบให่มีกลิ่นดอกไม้หอมๆ ในห้องนอน จึงเลือกปลูกต้นไม้ ที่ให้ดอกไม้หอม ไว้ริมหน้าต่าง หรือบนระเบียง บางคนเลือกใช้ กลิ่นหอม ที่ให้ความรู้สึก ผ่อนคลายในยามพักผ่อน ก็อาจใช้ เครื่องหอม ประเภท ดอกไม้แห้งอบหอม หรือน้ำมันหอม ประดับตกแต่ง ไว้ตามมุมต่างๆ
ข้อสำคัญก็คือ อย่าให้ห้องนอน มีกลิ่นอับชื้น เป็นอันขาด เพราะจะกดดัน ให้ผู้นอน รู้สึกอึดอัด ถูกบีบคั้น และหลับไม่เป็นสุข ฝันร้ายบ่อยๆ และอาจ ก่อให้เกิด โรคภูมิแพ้ได้ สาเหตุของ กลิ่นอับชื้น อาจจะ มาจาก เครื่องนอนที่ใช้ ผ้าม่าน พรมปูพื้น ไม่สะอาดพอ นอกจากจะต้อง คอยดูแล รักษา ความสะอาดแล้ว ยังต้อง คอยเปิดหน้าต่าง ประตู ระบายอากาศ และเปิด ให้ แสงแดด ส่องเข้ามา อย่างสม่ำเสมอ การเลือกใช้ เครื่องนอน ก็ควรเลือกใช้ ที่มีคุณภาพดี และ ทำความสะอาด ได้บ่อยๆ
การใช้วัสดุตกแต่งบ้าน
ปัจจุบันมีวัสดุตกแต่งใหม่ๆผลิตออกมาให้เลือกมากมาย ซึ่งวัสดุต่างๆก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป ดังนี้
1. Textile Wall Covering เป็นผืนผ้าที่ทอขึ้นเพื่อใช้ปิดผนัง บรรจุเป็นม้วนคล้ายวอลล์เปเปอร์ แต่จำหน่ายเป็นตารางเมตร เหมาะสำหรับใช้ปกปิดผนังที่ไม่เรียบร้อย ให้ความรู้สึกหรูหราลักษณะใกล้เคียงกับ Wall Furnishing ซึ่งเป็นการนำผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่มีความหนามาใช้ปิดผนัง นอกจากนี้ยังมีชนิดที่นำเส้นใยธรรมชาติเช่น ปอ ผักตบชวา มาสานเป็นผืน ให้ผิวสัมผ้สหยาบ แต่มีข้อด้วยคือเห็นรอยต่อระหว่างแผ่นค่อนข้างชัดและต้องระวังเรื่องปลวก เหมาะสำหรับบ้านที่ตกแต่งสไตล์โอเรียนทัล หรือทรอปิคอล
2. Glass Mosaic คือ โมเสคที่ได้จากแก้วซึ่งนำไปเผาแล้วตัดเป็นชิ้นเล็กๆ โดยมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 0.5-2.5 นิ้ว เมื่อปูแล้วจะได้ผิวที่รียบ สามารถปูบนพื้นหรือผนังโค้งได้ดี ดูหรูหรา เหมาะกับบ้านทุกสไตล์ขึ้นอยู่กับสีสันที่เลือกใช้ มีทั้งแบบใส แบบขุ่น และแบบที่ผสมทอง เงิน หรือโลหะอื่นๆ ทำให้ดูแวววาว นอกจากจะใช้ปูเป็นสีเดียวล้วนก็สามารถปูเป็นลวดลายหรือคละสี(Random Blend) ได้อีกด้วย
3. Bamboo Flooring คือพื้นไม้สำเร็จรูปที่ทำจากไม้ไผ่ซึ่งนำมาอัดด้วยระบบไฮดรอลิคให้เป็นแผ่น แล้วเคลือบผิวหน้าด้วยยูรีเทน โดยใช้ไม้ไผ่ที่มีการเจริญเติบโตเต็มที่ มีขนาดลำต้นใหญ่ จึงมีความแข็งแกร่ง ทนต่อรอยขีดข่วน และให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ มีลวดลายของปล้องไม้ไผ่ เหมาะกับบ้านที่ตกแต่งสไตล์โอเรียนทอล มีให้เลือกทั้งสีธรรมชาติและสีน้ำตาลเข้ม สามารถใช้น้ำยาเคลือบรักษาเนื้อไม้ได้ มีขนาดความหนา 12 และ 15 มม. ราคาตารางเมตรละประมาณ 1600 บาท
4. ไม้อัด OSB (Oriented Strand Board) เกิดจากการนำเศษไม้สนมาอัดกาวให้เป็น 2 แผ่น มี 2 ชนิดคือ สำหรับใช้ปูพื้นซึ่งมีความหนา 12 มม. มี 5 สีให้เลือก คือ เทา แดง น้ำเงิน ขาว เบจ และสีธรรมชาติ ซึ่งนิยมนำมาปูพื้นร้านอาหาร สถานที่สาธารณะ หรือกรุผนัง กรุฝ้า ทำเฟอร์นิเจอร์ หรือใช้ในงานโครงสร้างเพราะสามารถกันน้ำได้ แผ่นไม้อัด OSB มีขนาดมาตรฐาน 120 x 240 เซนติเมตร มีความหนาตั้งแต่ 10-20 มม. แผ่นไม้มีพื้นผิวหยาบและลวดลายที่เด่นชัด จึงเหมาะจะใช้เมื่อต้องการให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ
5. วีเนียร์ลายซีบราโน วีเนียร์ (Veneers) คือแผ่นไม้บางๆที่ฝาน ปอก หรือเลื่อยจากไม้ซุงแล้วประกบด้านหลังด้วยวัสดุที่เพิ่มความหนาและความแข็ง แรง เช่น กระดาษ แผ่นไม้อัด หรือเมลามีน เดิมนิยมนำมาทำเป็นท็อปเคาน์เตอร์ในครัว หรือบานตู้ ปัจจุบันมักนิยมนำมาตกแต่งผิวผนัง โดยติดวีเนียร์เข้ากับแผ่นไม้อัดหนาประมาณ 4-6 มม. แล้วนำไปติดกับผนังที่ตีโครงไม้(ไม่ควรใช้กับผนังปูน) แล้วเคลือบด้วยแล็กเกอร์ หรือยูรีเทนเพื่อป้องกนรอยขีดข่วน วีเนียร์ไม้มีให้เลือกหลากสีหลายลาย ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ โดยลายที่เห็นลวดลายไม้ชัดเจนเช่นลายซีบราโน(ดังภาพ) เป็นลายที่กำลังได้รับความนิยม ให้ความรู้สึกทันสมัย ซึ่งในปัจจุบันมีการสร้างลายเลียนแบบไม้ธรรมชาติหรือที่เรียกว่าวิธี Recompose ลงบนวีเนียร์แทนการใช้ไม้ลายธรรมชาติ เนื่องจากหาได้ยากและราคาแพง สำหรับวีเนียร์ลายซีบราโนแบบรีคอมโพส ราคาอยู่ที่ประมาณ 1800 บาทต่อตารางเมตร
6. สีอีพ็อกซี่ ( Epoxy Coating) คือสีที่ใช้สำหรับเคลือบผิวคอนกรีต มี 2 ชนิดคือ แบบอีพ็อกซี่ทั่วไป และแบบที่ปรับผิวเรียบด้วยตัวเอง(Selfleveling) นิยมใช้กับพื้นโกดังสินค้าหรือบ้านที่ต้องการตกแต่งในสไตล์ดิบๆ หรืออินดัสเตรียลลุค เนื่องจากมีความทนทานต่อสารเคมี ทนแรงขัดถูและแรงกระแทก ทำความสะอาดง่ายแต่ไม่ทนต่อรังสียูวี จึงไม่ควรใช้ภายนอกอาคาร หรือบริเวณที่ต้องโดนแสงแดดโดยตรง สนนราคาต่อตารางเมตร ประมาณ1000 เมตร
7. หินสังเคราะห์(Solid Surface) บางครั้งเรียกว่าหินเทียม หรือเรียกตามชื่อทางการค้า เช่น โคเรียน(Corian) ไฮแมคส์(Hi-Macs) หรือโพริด็อท(Peridot) ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์(บางชนิดมีส่วนผสมของหินด้วย) ที่มีความแข็งแกร่ง ทนทานต่อการขีดข่วน ไม่ซึมน้ำเพราะพื้นผิวไม่มีรูพรุน ไม่เป็นเชื้อราและทำความสะอาดง่าย จึงเหมาะจะนำมาทำเป็นท็อปเคาน์เตอร์ในครัวหรือในห้องน้ำ สามารถขึ้นรูปได้ตามที่ต้องการ มีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน มีสีสันให้เลือกมากมาย ทั้งสีล้วนและลวดลายเลียนแบบธรรมชาติ รวมถึงแบบโปร่งแสง เหมาะกับบ้านที่ต้องการตกแต่งให้ดูทันสมัยหรือล้ำยุคแบบอวกาศ
8. สแตนเลสตีล(Stainless Steel) ปกติครัวสแตนเลสจะนิยมใช้งานกันในร้านอาหารหรือครัวในโรงแรมต่างๆ เพราะมีความแข็งแรง ทนต่อการใช้งานหนักได้ดี เป็นวัสดุที่ไม่ซึมน้ำ จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความเปียกชื้นสูง ทำความสะอาดง่าย เนื่องจากผิวของวัสดุไม่สะสมคราบสกปรก ปัจจุบันครัวในบ้านก็ใช้สแตนเลสเป็นท็อปเคาน์เตอร์กันมากขึ้น เพราะทนต่อกรด ด่าง สารเคมี และความร้อนได้ดี มีให้เลือกใช้ทั้งแบบที่มีผิวมันเงาแบบผิวขัดด้าน และแบบปั๊มลาย ช่วยให้ครัวดูสวยงามและทันสมัย สำหรับสแตนเลสผิวมันวาวจะเกิดรอยขูดขีดและคราบน้ำมันได้ง่ายกว่า ดังนั้น ในการทำความสะอาดจึงไม่ควรใช้แผ่นใยขัดถูแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย
9. หิน Limestone คือหินธรรมชาติที่นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสและประเทศในแถบยุโรป มีสีสันในโทนธรรมชาติให้เลือกถึง 9 สี และมีพื้นผิวที่หลากหลาย สามารถใช้ปูได้ทั้งพื้นและผนัง รวมถึงใช้ปูห้องน้ำ มีความหนาตั้งแต่ 2 มม. ขนาดของแผ่นหินสามารถตัดได้ตามสั่ง สำหรับแผ่นมาตรฐานมีขนาด 30 x 30 ซม. และ 40 x 40 ซม. ราคาตารางเมตรละ 4700 บาท และขนาด 60 x 60 ซม. ราคาตารางเมตรละ 5,750 บาท การติดตั้งสามารถทำได้2 วิธีคือ ติดด้วยปูนกาวบนผนังฉาบปูนสำหรับหินแผ่นเล็ก และติดตั้งด้วยระบบ Dry Process สำหรับหินแผ่นใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง ส่วนการทำความสะอาด ให้ใช้ผ้าหมาดเช็ด และควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของกรด
10. กระเบื้องแกรนิต(Granite Tile) เป็นกระเบื้องที่ได้รับการยอมรับว่าแข็งแกร่ง สามารถรับน้ำหนักและทนต่อแรงเสียดทานได้ดี เพราะผิวหน้าของแผ่นกระเบื้องมีส่วนผสมของหินธรรมชาติหรือหินแกรนิตนั่นเอง โดยนำมาเผาที่อุณหภูมิสูงประมาณ 1300 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อกระเบื้องมีความแข็งแกร่ง และมีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำ จึงเหมาะกับการปูพื้นและผนัง โดยใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร กระเบื้องแกรนิตมีหลากหลายรูปทรงให้เลือกใช้งาน อาทิ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือรูปร่างอิสระ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบพื้นสัมผัสของหินธรรมชาติ การติดตั้งจะคล้ายๆกับการปูกระเบื้องเซรามิค เพียงแต่ช่างปูกระเบื้องต้องมีความประณีต หรือใส่ใจในรายละเอียดต่างๆอาทิ การจัดวางหรือการเรียงลวดลาย การยาแนวร่องระหว่างแผ่น เป็นต้น
11. พื้นไม้ลามิเนต (Laminated Flooring) คือแผ่นไม้สำเร็จรูปที่เกิดจากการนำเศษไม้มาอัดเป็นแผ่น ปิดผิวหน้าด้วยแผ่นฟิล์มพิมพ์ลายไม้ และเคลือบผิวหน้าด้วยเมลามีนเรซินเพื่อป้องกันรอยขีดข่วน และรองพื้นด้านล่างด้วยฟิล์มป้องกันความชื้นจากด้านล่าง มีขนาด ลวดลาย และสีสันของไม้ที่หลากหลายให้เลือกใช้ รวมทั้งที่เป็นไม้ปาร์เก้ต์และแบบย้อมสี โดยมากจะใช้การติดตั้งด้วยวิธีเข้าร่องลิ้น ไม่ต้องใช้กาวติด จึงติดตั้งได้สะดวกรวดเร็ว นิยมใช้ปูพื้นหรือผนังในบ้านพักอาศัย อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของไม้ควรระมัดระวังปัญหาเรื่องปลวกและแมลงด้วย
12. วอลล์เปเปอร์ลายไทย ปัจจุบันมีผู้ผลิตวอลล์เปเปอร์ที่เป็นลายไทย คือพิมพ์ลายด้วยสีทองเพื่อแทนการลงรักปิดทองที่ผนังโบสถ์ มีทั้งที่เป็นลายดอกและลายดาวเพดาน มีคุณสมบัติและวิธีการติดตั้งเหมือนกับวอลล์เปเปอร์ทั่วไป จำหน่ยเป็นม้วน ม้วนหนึ่งปูได้4.5 ตร.ม. ราคาม้วนละ 1100 บาท นอกจากจะนิยมใช้กับการตกแต่งผนังและเพดานโบสถ์แล้ว ยังเหมาะกับการใช้ในสถานที่ที่ต้องการสร้างบรรยากาศแบบไทย รวมทั้งใช้ในบ้านด้วย
13. หินหน้ากระแทกธรรมชาติ หินเป็นวัสดุธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในงานตกแต่งพื้นผนังทั้ง ภายในและภายนอกอาคารมาเป็นเวลานานแล้ว เนื่องจากตัววัสดุมีความแข็งแรง ทนทานต่อการสึกกร่อนรวมถึงสามารถรับน้ำหนักได้ดี หินทราย(Sand Stone) คือหินที่ประกอบด้วยเม็ดทรายที่เชื่อมติดกันโดยธรรมชาติ มีให้เลือกใช้งานหลากหลายสี ตั้งแต่สีขาวถึงเทาแก่ เขียว หรือน้ำตาลปนแดง ปัจจุบันมีให้เลือกหลายรูปแบบอาทิ หินทรายหน้าธรรมชาติ พื้นผิวเป็นคลื่นจากการสกัดผิว และหินทรายกระแทกหน้า ซึ่งได้จากการนำหินทรายผิวขัดเรียบมาตอกหน้าให้มีพื้นผิวขรุขระ ต่างไปจากหินทรายหน้าธรรมชาติในรูปแบบเดิมๆ ดังนั้นหินทรายกระแทกหน้าจึงมีราคาสูงกว่าหินทรายทั่วไปประมาณ 2 เท่า ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1300 บาทต่อตารางเมตร
14. สีเท็กซ์เจอร์ (Texture Paint) เป็นวัสดุชนิดเหลวข้น ซึ่งประกอบด้วยเม็ดหินธรรมชาติ ลาเท็กซ์ อะครีลิคเรซิน และน้ำยาเคมีต่างๆที่ช่วยป้องกันรักษาความชื้น เชื้อราและตะไคร่น้ำ ทนต่อสภาพภูมิอากาศ และมีคุณสมบัติเป็นฉนวนที่ดี ช่วยรักษาอุณหภูมิภายในให้คงที่ และลดเลียงสะท้อน มีน้ำหนักเบาประมาณ2-3กิโลกรัมต่อตร.ม. จึงช่วยลดปัญหาเรื่องอาคารทรุดตัว สามารถเจาะหรือตอกตะปูผ่านได้โดยพื้นผิวไม่แตกร้าว สีเท็กซ์เจอร์สามารถใช้ตกแต่งได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ติดตั้งโดยกรรมวิธีการพ่น ฉาบ หรือใช้ลูกกลิ้ง สามารถทำเป็นผืนแผ่นเดียวกันได้โดยไม่มีรอยต่อ โดยยึดเกาะได้กับพื้นผิวแทบทุกชนิด เช่นผนังปูน ยิปซัม ไม้อัด กระจก หรือโลหะต่างๆ และสามารถพ่นบนเฟอร์นิเจอร์ได้ด้วย สำหรับอัตราค่าบริการต่ำสุดเริ่มต้นที่ตร.ม.ละ200บาทเศษ ไปจนถึงหลักพันบาท โดยราคาที่แตกต่างกันนั้นเกิดจากการใช้หินคนละประเภท ถ้าเป็นหินคัด (เม็ดหินสวย) ราคาก็จะสูง รวมทั้งปริมาณงานที่ทำ ถ้าพื้นที่น้อยกว่า 50 ตารางเมตรก็จะคิดเป็นงานเหมา
15. ไม้สนเรดิเอต้า ไม้สนชนิดนี้เป็นไม้ที่นิยมปลูกกันในประเทศนิวซีแลนด์ ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วไป เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นหลายประการ อาทิ มีความแข็งแรงทนทาน เพราะผ่านการอบแห้งและอาบน้ำยารักษาเนื้อไม้เพื่อป้องกันการบิดงอหรือแตกตรง บริเวณปลายไม้ จึงใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร และสามารถใช้ได้ทั้งงานตกแต่งและงานโครงสร้าง เป็นได้ทั้งพื้น ผนัง รวมทั้งเฟอรนิเจอร์ มีหลายเกรดให้เลือกใช้
16. แผ่นไม้มุงหลังคา หรือแป้นเกล็ดนั่นเอง ในบ้านเราส่วนใหญ่ทำมาจากไม้สักและไม้แดง ซึ่งเป็นไม่ที่มีคุณสมบัติทนต่อความร้อนชื้นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ได้ดี โดยเฉพาะไม้สักจะมีกลิ่นเฉพาะตัว ทำให้ไม่มีแมลงกินไม้ไม่มารบกวร มีอายุการใช้งานยาวนาน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของเนื้อไม้ด้วย เช่นถ้าเป็นไม้เกรด A คุณภาพดี ไม่มีรอยแตกร้าว จะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 50 ปีขึ้นไป โดยมีหน้ากว้างคละขนาดกันมาให้เลือกใช้ตั้งแต่ 4-8 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่แผ่นละ 12 บาท หรือประมาณตารางเมตรละ 700 บาท(ไม่รวมค่าติดตั้ง)
17. โลหะลอน(หลังคาเหล็ก) ทำจากแผ่นเหล็กอาบสังกะสีเคลือบสี ดัดเป็นลูกฟูกหรือลอนเหลี่ยม มักใช้กับหลังคาโรงงานหรืออาคารที่ต้องการคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีเทศนิควิธีการผลิตที่ก้าวหน้า เหล็กเคลือบสีบางประเภทที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมสามารถต้านทานการกัดกร่อน ในสภาวะกาศที่แตกต่างกันออกไปได้ดี ทำให้ผลิตภัณฑ์มีอายุการใช้งานนาน มีสีต่างๆให้เลือกมากมาย เราจึงสามารถนำมาใช้ประกอบกับการออกแบบสีสันอาคารสมัยใหม่ให้เกิดความสวยงาม ได้อีกรูปแบบหนึ่ง แต่โลหะลอนบางชนิดก็มีข้อเสีย คือจะร้อนมากในเวลากลางวัน เพราะโลหะจะไม่เป็นฉนวนป้องกันความร้อน และอาจมีเสียงดังเมื่อมีฝนตก ดังนั้น การเลือกใช้วัสดุมุงหลังคาประเภทนี้ต้องคำนึงถึงการป้องกันความร้อนและเสียง ดังจากหลังคาเข้าสู่อาคารเป็นอย่างดี
1. Textile Wall Covering เป็นผืนผ้าที่ทอขึ้นเพื่อใช้ปิดผนัง บรรจุเป็นม้วนคล้ายวอลล์เปเปอร์ แต่จำหน่ายเป็นตารางเมตร เหมาะสำหรับใช้ปกปิดผนังที่ไม่เรียบร้อย ให้ความรู้สึกหรูหราลักษณะใกล้เคียงกับ Wall Furnishing ซึ่งเป็นการนำผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่มีความหนามาใช้ปิดผนัง นอกจากนี้ยังมีชนิดที่นำเส้นใยธรรมชาติเช่น ปอ ผักตบชวา มาสานเป็นผืน ให้ผิวสัมผ้สหยาบ แต่มีข้อด้วยคือเห็นรอยต่อระหว่างแผ่นค่อนข้างชัดและต้องระวังเรื่องปลวก เหมาะสำหรับบ้านที่ตกแต่งสไตล์โอเรียนทัล หรือทรอปิคอล
2. Glass Mosaic คือ โมเสคที่ได้จากแก้วซึ่งนำไปเผาแล้วตัดเป็นชิ้นเล็กๆ โดยมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 0.5-2.5 นิ้ว เมื่อปูแล้วจะได้ผิวที่รียบ สามารถปูบนพื้นหรือผนังโค้งได้ดี ดูหรูหรา เหมาะกับบ้านทุกสไตล์ขึ้นอยู่กับสีสันที่เลือกใช้ มีทั้งแบบใส แบบขุ่น และแบบที่ผสมทอง เงิน หรือโลหะอื่นๆ ทำให้ดูแวววาว นอกจากจะใช้ปูเป็นสีเดียวล้วนก็สามารถปูเป็นลวดลายหรือคละสี(Random Blend) ได้อีกด้วย
3. Bamboo Flooring คือพื้นไม้สำเร็จรูปที่ทำจากไม้ไผ่ซึ่งนำมาอัดด้วยระบบไฮดรอลิคให้เป็นแผ่น แล้วเคลือบผิวหน้าด้วยยูรีเทน โดยใช้ไม้ไผ่ที่มีการเจริญเติบโตเต็มที่ มีขนาดลำต้นใหญ่ จึงมีความแข็งแกร่ง ทนต่อรอยขีดข่วน และให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ มีลวดลายของปล้องไม้ไผ่ เหมาะกับบ้านที่ตกแต่งสไตล์โอเรียนทอล มีให้เลือกทั้งสีธรรมชาติและสีน้ำตาลเข้ม สามารถใช้น้ำยาเคลือบรักษาเนื้อไม้ได้ มีขนาดความหนา 12 และ 15 มม. ราคาตารางเมตรละประมาณ 1600 บาท
4. ไม้อัด OSB (Oriented Strand Board) เกิดจากการนำเศษไม้สนมาอัดกาวให้เป็น 2 แผ่น มี 2 ชนิดคือ สำหรับใช้ปูพื้นซึ่งมีความหนา 12 มม. มี 5 สีให้เลือก คือ เทา แดง น้ำเงิน ขาว เบจ และสีธรรมชาติ ซึ่งนิยมนำมาปูพื้นร้านอาหาร สถานที่สาธารณะ หรือกรุผนัง กรุฝ้า ทำเฟอร์นิเจอร์ หรือใช้ในงานโครงสร้างเพราะสามารถกันน้ำได้ แผ่นไม้อัด OSB มีขนาดมาตรฐาน 120 x 240 เซนติเมตร มีความหนาตั้งแต่ 10-20 มม. แผ่นไม้มีพื้นผิวหยาบและลวดลายที่เด่นชัด จึงเหมาะจะใช้เมื่อต้องการให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ
5. วีเนียร์ลายซีบราโน วีเนียร์ (Veneers) คือแผ่นไม้บางๆที่ฝาน ปอก หรือเลื่อยจากไม้ซุงแล้วประกบด้านหลังด้วยวัสดุที่เพิ่มความหนาและความแข็ง แรง เช่น กระดาษ แผ่นไม้อัด หรือเมลามีน เดิมนิยมนำมาทำเป็นท็อปเคาน์เตอร์ในครัว หรือบานตู้ ปัจจุบันมักนิยมนำมาตกแต่งผิวผนัง โดยติดวีเนียร์เข้ากับแผ่นไม้อัดหนาประมาณ 4-6 มม. แล้วนำไปติดกับผนังที่ตีโครงไม้(ไม่ควรใช้กับผนังปูน) แล้วเคลือบด้วยแล็กเกอร์ หรือยูรีเทนเพื่อป้องกนรอยขีดข่วน วีเนียร์ไม้มีให้เลือกหลากสีหลายลาย ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ โดยลายที่เห็นลวดลายไม้ชัดเจนเช่นลายซีบราโน(ดังภาพ) เป็นลายที่กำลังได้รับความนิยม ให้ความรู้สึกทันสมัย ซึ่งในปัจจุบันมีการสร้างลายเลียนแบบไม้ธรรมชาติหรือที่เรียกว่าวิธี Recompose ลงบนวีเนียร์แทนการใช้ไม้ลายธรรมชาติ เนื่องจากหาได้ยากและราคาแพง สำหรับวีเนียร์ลายซีบราโนแบบรีคอมโพส ราคาอยู่ที่ประมาณ 1800 บาทต่อตารางเมตร
6. สีอีพ็อกซี่ ( Epoxy Coating) คือสีที่ใช้สำหรับเคลือบผิวคอนกรีต มี 2 ชนิดคือ แบบอีพ็อกซี่ทั่วไป และแบบที่ปรับผิวเรียบด้วยตัวเอง(Selfleveling) นิยมใช้กับพื้นโกดังสินค้าหรือบ้านที่ต้องการตกแต่งในสไตล์ดิบๆ หรืออินดัสเตรียลลุค เนื่องจากมีความทนทานต่อสารเคมี ทนแรงขัดถูและแรงกระแทก ทำความสะอาดง่ายแต่ไม่ทนต่อรังสียูวี จึงไม่ควรใช้ภายนอกอาคาร หรือบริเวณที่ต้องโดนแสงแดดโดยตรง สนนราคาต่อตารางเมตร ประมาณ1000 เมตร
7. หินสังเคราะห์(Solid Surface) บางครั้งเรียกว่าหินเทียม หรือเรียกตามชื่อทางการค้า เช่น โคเรียน(Corian) ไฮแมคส์(Hi-Macs) หรือโพริด็อท(Peridot) ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์(บางชนิดมีส่วนผสมของหินด้วย) ที่มีความแข็งแกร่ง ทนทานต่อการขีดข่วน ไม่ซึมน้ำเพราะพื้นผิวไม่มีรูพรุน ไม่เป็นเชื้อราและทำความสะอาดง่าย จึงเหมาะจะนำมาทำเป็นท็อปเคาน์เตอร์ในครัวหรือในห้องน้ำ สามารถขึ้นรูปได้ตามที่ต้องการ มีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน มีสีสันให้เลือกมากมาย ทั้งสีล้วนและลวดลายเลียนแบบธรรมชาติ รวมถึงแบบโปร่งแสง เหมาะกับบ้านที่ต้องการตกแต่งให้ดูทันสมัยหรือล้ำยุคแบบอวกาศ
8. สแตนเลสตีล(Stainless Steel) ปกติครัวสแตนเลสจะนิยมใช้งานกันในร้านอาหารหรือครัวในโรงแรมต่างๆ เพราะมีความแข็งแรง ทนต่อการใช้งานหนักได้ดี เป็นวัสดุที่ไม่ซึมน้ำ จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความเปียกชื้นสูง ทำความสะอาดง่าย เนื่องจากผิวของวัสดุไม่สะสมคราบสกปรก ปัจจุบันครัวในบ้านก็ใช้สแตนเลสเป็นท็อปเคาน์เตอร์กันมากขึ้น เพราะทนต่อกรด ด่าง สารเคมี และความร้อนได้ดี มีให้เลือกใช้ทั้งแบบที่มีผิวมันเงาแบบผิวขัดด้าน และแบบปั๊มลาย ช่วยให้ครัวดูสวยงามและทันสมัย สำหรับสแตนเลสผิวมันวาวจะเกิดรอยขูดขีดและคราบน้ำมันได้ง่ายกว่า ดังนั้น ในการทำความสะอาดจึงไม่ควรใช้แผ่นใยขัดถูแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย
9. หิน Limestone คือหินธรรมชาติที่นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสและประเทศในแถบยุโรป มีสีสันในโทนธรรมชาติให้เลือกถึง 9 สี และมีพื้นผิวที่หลากหลาย สามารถใช้ปูได้ทั้งพื้นและผนัง รวมถึงใช้ปูห้องน้ำ มีความหนาตั้งแต่ 2 มม. ขนาดของแผ่นหินสามารถตัดได้ตามสั่ง สำหรับแผ่นมาตรฐานมีขนาด 30 x 30 ซม. และ 40 x 40 ซม. ราคาตารางเมตรละ 4700 บาท และขนาด 60 x 60 ซม. ราคาตารางเมตรละ 5,750 บาท การติดตั้งสามารถทำได้2 วิธีคือ ติดด้วยปูนกาวบนผนังฉาบปูนสำหรับหินแผ่นเล็ก และติดตั้งด้วยระบบ Dry Process สำหรับหินแผ่นใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง ส่วนการทำความสะอาด ให้ใช้ผ้าหมาดเช็ด และควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของกรด
10. กระเบื้องแกรนิต(Granite Tile) เป็นกระเบื้องที่ได้รับการยอมรับว่าแข็งแกร่ง สามารถรับน้ำหนักและทนต่อแรงเสียดทานได้ดี เพราะผิวหน้าของแผ่นกระเบื้องมีส่วนผสมของหินธรรมชาติหรือหินแกรนิตนั่นเอง โดยนำมาเผาที่อุณหภูมิสูงประมาณ 1300 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อกระเบื้องมีความแข็งแกร่ง และมีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำ จึงเหมาะกับการปูพื้นและผนัง โดยใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร กระเบื้องแกรนิตมีหลากหลายรูปทรงให้เลือกใช้งาน อาทิ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือรูปร่างอิสระ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบพื้นสัมผัสของหินธรรมชาติ การติดตั้งจะคล้ายๆกับการปูกระเบื้องเซรามิค เพียงแต่ช่างปูกระเบื้องต้องมีความประณีต หรือใส่ใจในรายละเอียดต่างๆอาทิ การจัดวางหรือการเรียงลวดลาย การยาแนวร่องระหว่างแผ่น เป็นต้น
11. พื้นไม้ลามิเนต (Laminated Flooring) คือแผ่นไม้สำเร็จรูปที่เกิดจากการนำเศษไม้มาอัดเป็นแผ่น ปิดผิวหน้าด้วยแผ่นฟิล์มพิมพ์ลายไม้ และเคลือบผิวหน้าด้วยเมลามีนเรซินเพื่อป้องกันรอยขีดข่วน และรองพื้นด้านล่างด้วยฟิล์มป้องกันความชื้นจากด้านล่าง มีขนาด ลวดลาย และสีสันของไม้ที่หลากหลายให้เลือกใช้ รวมทั้งที่เป็นไม้ปาร์เก้ต์และแบบย้อมสี โดยมากจะใช้การติดตั้งด้วยวิธีเข้าร่องลิ้น ไม่ต้องใช้กาวติด จึงติดตั้งได้สะดวกรวดเร็ว นิยมใช้ปูพื้นหรือผนังในบ้านพักอาศัย อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของไม้ควรระมัดระวังปัญหาเรื่องปลวกและแมลงด้วย
12. วอลล์เปเปอร์ลายไทย ปัจจุบันมีผู้ผลิตวอลล์เปเปอร์ที่เป็นลายไทย คือพิมพ์ลายด้วยสีทองเพื่อแทนการลงรักปิดทองที่ผนังโบสถ์ มีทั้งที่เป็นลายดอกและลายดาวเพดาน มีคุณสมบัติและวิธีการติดตั้งเหมือนกับวอลล์เปเปอร์ทั่วไป จำหน่ยเป็นม้วน ม้วนหนึ่งปูได้4.5 ตร.ม. ราคาม้วนละ 1100 บาท นอกจากจะนิยมใช้กับการตกแต่งผนังและเพดานโบสถ์แล้ว ยังเหมาะกับการใช้ในสถานที่ที่ต้องการสร้างบรรยากาศแบบไทย รวมทั้งใช้ในบ้านด้วย
13. หินหน้ากระแทกธรรมชาติ หินเป็นวัสดุธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในงานตกแต่งพื้นผนังทั้ง ภายในและภายนอกอาคารมาเป็นเวลานานแล้ว เนื่องจากตัววัสดุมีความแข็งแรง ทนทานต่อการสึกกร่อนรวมถึงสามารถรับน้ำหนักได้ดี หินทราย(Sand Stone) คือหินที่ประกอบด้วยเม็ดทรายที่เชื่อมติดกันโดยธรรมชาติ มีให้เลือกใช้งานหลากหลายสี ตั้งแต่สีขาวถึงเทาแก่ เขียว หรือน้ำตาลปนแดง ปัจจุบันมีให้เลือกหลายรูปแบบอาทิ หินทรายหน้าธรรมชาติ พื้นผิวเป็นคลื่นจากการสกัดผิว และหินทรายกระแทกหน้า ซึ่งได้จากการนำหินทรายผิวขัดเรียบมาตอกหน้าให้มีพื้นผิวขรุขระ ต่างไปจากหินทรายหน้าธรรมชาติในรูปแบบเดิมๆ ดังนั้นหินทรายกระแทกหน้าจึงมีราคาสูงกว่าหินทรายทั่วไปประมาณ 2 เท่า ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1300 บาทต่อตารางเมตร
14. สีเท็กซ์เจอร์ (Texture Paint) เป็นวัสดุชนิดเหลวข้น ซึ่งประกอบด้วยเม็ดหินธรรมชาติ ลาเท็กซ์ อะครีลิคเรซิน และน้ำยาเคมีต่างๆที่ช่วยป้องกันรักษาความชื้น เชื้อราและตะไคร่น้ำ ทนต่อสภาพภูมิอากาศ และมีคุณสมบัติเป็นฉนวนที่ดี ช่วยรักษาอุณหภูมิภายในให้คงที่ และลดเลียงสะท้อน มีน้ำหนักเบาประมาณ2-3กิโลกรัมต่อตร.ม. จึงช่วยลดปัญหาเรื่องอาคารทรุดตัว สามารถเจาะหรือตอกตะปูผ่านได้โดยพื้นผิวไม่แตกร้าว สีเท็กซ์เจอร์สามารถใช้ตกแต่งได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ติดตั้งโดยกรรมวิธีการพ่น ฉาบ หรือใช้ลูกกลิ้ง สามารถทำเป็นผืนแผ่นเดียวกันได้โดยไม่มีรอยต่อ โดยยึดเกาะได้กับพื้นผิวแทบทุกชนิด เช่นผนังปูน ยิปซัม ไม้อัด กระจก หรือโลหะต่างๆ และสามารถพ่นบนเฟอร์นิเจอร์ได้ด้วย สำหรับอัตราค่าบริการต่ำสุดเริ่มต้นที่ตร.ม.ละ200บาทเศษ ไปจนถึงหลักพันบาท โดยราคาที่แตกต่างกันนั้นเกิดจากการใช้หินคนละประเภท ถ้าเป็นหินคัด (เม็ดหินสวย) ราคาก็จะสูง รวมทั้งปริมาณงานที่ทำ ถ้าพื้นที่น้อยกว่า 50 ตารางเมตรก็จะคิดเป็นงานเหมา
15. ไม้สนเรดิเอต้า ไม้สนชนิดนี้เป็นไม้ที่นิยมปลูกกันในประเทศนิวซีแลนด์ ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วไป เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นหลายประการ อาทิ มีความแข็งแรงทนทาน เพราะผ่านการอบแห้งและอาบน้ำยารักษาเนื้อไม้เพื่อป้องกันการบิดงอหรือแตกตรง บริเวณปลายไม้ จึงใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร และสามารถใช้ได้ทั้งงานตกแต่งและงานโครงสร้าง เป็นได้ทั้งพื้น ผนัง รวมทั้งเฟอรนิเจอร์ มีหลายเกรดให้เลือกใช้
16. แผ่นไม้มุงหลังคา หรือแป้นเกล็ดนั่นเอง ในบ้านเราส่วนใหญ่ทำมาจากไม้สักและไม้แดง ซึ่งเป็นไม่ที่มีคุณสมบัติทนต่อความร้อนชื้นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ได้ดี โดยเฉพาะไม้สักจะมีกลิ่นเฉพาะตัว ทำให้ไม่มีแมลงกินไม้ไม่มารบกวร มีอายุการใช้งานยาวนาน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของเนื้อไม้ด้วย เช่นถ้าเป็นไม้เกรด A คุณภาพดี ไม่มีรอยแตกร้าว จะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 50 ปีขึ้นไป โดยมีหน้ากว้างคละขนาดกันมาให้เลือกใช้ตั้งแต่ 4-8 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่แผ่นละ 12 บาท หรือประมาณตารางเมตรละ 700 บาท(ไม่รวมค่าติดตั้ง)
17. โลหะลอน(หลังคาเหล็ก) ทำจากแผ่นเหล็กอาบสังกะสีเคลือบสี ดัดเป็นลูกฟูกหรือลอนเหลี่ยม มักใช้กับหลังคาโรงงานหรืออาคารที่ต้องการคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีเทศนิควิธีการผลิตที่ก้าวหน้า เหล็กเคลือบสีบางประเภทที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมสามารถต้านทานการกัดกร่อน ในสภาวะกาศที่แตกต่างกันออกไปได้ดี ทำให้ผลิตภัณฑ์มีอายุการใช้งานนาน มีสีต่างๆให้เลือกมากมาย เราจึงสามารถนำมาใช้ประกอบกับการออกแบบสีสันอาคารสมัยใหม่ให้เกิดความสวยงาม ได้อีกรูปแบบหนึ่ง แต่โลหะลอนบางชนิดก็มีข้อเสีย คือจะร้อนมากในเวลากลางวัน เพราะโลหะจะไม่เป็นฉนวนป้องกันความร้อน และอาจมีเสียงดังเมื่อมีฝนตก ดังนั้น การเลือกใช้วัสดุมุงหลังคาประเภทนี้ต้องคำนึงถึงการป้องกันความร้อนและเสียง ดังจากหลังคาเข้าสู่อาคารเป็นอย่างดี
วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วัสดุก่อสร้างบ้าน #2
ปั๊มคอนกรีต คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการลำเลียงคอนกรีตชนิดหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบัน ปั๊มคอนกรีตได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการลำเลียงคอนกรีต โดยเข้ามา ทดแทนรถเข็น ,ลิฟท์, ทาวเวอร์เครน, สายพานลำเลียง และวิธีการลำเลียง อื่น ๆ ทั้งนี้ เนื่องจากปั๊มคอนกรีต สามารถตอบสนองความต้องการ ในการเทคอนกรีตในที่สูงหรือในที่ที่มีอุปสรรค ยากต่อการ เทคอนกรีต โดยวิธีอื่น รวมทั้งยังให้ความสะดวกรวดเร็ว ในการเทคอนกรีต เมื่อเทียบกับวิธีอื่นด้วย
วิวัฒนาการของปั๊มคอนกรีต
แนวความคิดเกี่ยวกับลำเลียงคอนกรีตผ่านท่อโดยอาศัยลูกสูบ ไปยังสถานที่ ที่ต้องการเทคอนกรีต เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 และแนวความคิด นี้ได้เกิดขึ้นจริงในปี พ.ศ.2476 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้มีการใช้ ปั๊มคอนกรีตในการลำเลียงคอนกรีต สำหรับการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำ มิสซิสซิปปี้ ที่เมืองมินิโซต้า
หลังจากปี พ.ศ.2476 ถึงช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี พ.ศ.2484) ได้มีการใช้ปั๊มคอนกรีตในการก่อสร้างบ้าง แต่ยังไม่เป็นที่นิยม เพราะท่อ ที่ใช้มีขนาดใหญ่ คือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 นิ้ว ทำให้มีน้ำหนักมาก ยากต่อการเคลื่อนย้าย,
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี พ.ศ.2488) ในยุโรป ปั๊มคอนกรีตได้ถูกนำมา ใช้อย่างกว้างขวางในการบูรณะประเทศ แต่ในสหรัฐอเมริกา ปั๊มคอนกรีตกลับไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากวิธีการและเทคนิคต่าง ๆ ในการปั๊มคอนกรีต ยังไม่แน่นอน และยังคงใช้วิธีลองผิดลองถูกอยู่
ในปี พ.ศ.2500 ได้มีการนำปั๊มคอนกรีตแบบ 2 ลูกสูบ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นมาใช้งาน หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาปั๊มคอนกรีตมาเป็นลำดับ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2508 ได้มีปั๊มคอนกรีตแบบติดตั้งบนรถมาใช้งานเป็นเครื่องแรก
ภายหลังปี พ.ศ.2513 ปั๊มคอนกรีตได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เพราะท่อขนส่งคอนกรีตได้ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง คือมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 นิ้ว ทำให้สะดวกในการเคลื่อนย้าย และยังมีการพัฒนาปั๊มคอนกรีตแบบติดตั้งบนรถให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องติดตั้งท่อบ่อย ๆ อีกทั้งการเคลื่อนย้ายก็ทำได้ง่ายอีกด้วย
จนกระทั่งปี พ.ศ.2525 ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศเยอรมันใช้ปั๊มคอนกรีตสำหรับลำเลียงคอนกรีต ประมาณ 50 % ของการใช้คอนกรีตในงานก่อสร้างทั้งหมด
วิวัฒนาการของปั๊มคอนกรีต
แนวความคิดเกี่ยวกับลำเลียงคอนกรีตผ่านท่อโดยอาศัยลูกสูบ ไปยังสถานที่ ที่ต้องการเทคอนกรีต เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 และแนวความคิด นี้ได้เกิดขึ้นจริงในปี พ.ศ.2476 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้มีการใช้ ปั๊มคอนกรีตในการลำเลียงคอนกรีต สำหรับการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำ มิสซิสซิปปี้ ที่เมืองมินิโซต้า
หลังจากปี พ.ศ.2476 ถึงช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี พ.ศ.2484) ได้มีการใช้ปั๊มคอนกรีตในการก่อสร้างบ้าง แต่ยังไม่เป็นที่นิยม เพราะท่อ ที่ใช้มีขนาดใหญ่ คือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 นิ้ว ทำให้มีน้ำหนักมาก ยากต่อการเคลื่อนย้าย,
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี พ.ศ.2488) ในยุโรป ปั๊มคอนกรีตได้ถูกนำมา ใช้อย่างกว้างขวางในการบูรณะประเทศ แต่ในสหรัฐอเมริกา ปั๊มคอนกรีตกลับไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากวิธีการและเทคนิคต่าง ๆ ในการปั๊มคอนกรีต ยังไม่แน่นอน และยังคงใช้วิธีลองผิดลองถูกอยู่
ในปี พ.ศ.2500 ได้มีการนำปั๊มคอนกรีตแบบ 2 ลูกสูบ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นมาใช้งาน หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาปั๊มคอนกรีตมาเป็นลำดับ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2508 ได้มีปั๊มคอนกรีตแบบติดตั้งบนรถมาใช้งานเป็นเครื่องแรก
ภายหลังปี พ.ศ.2513 ปั๊มคอนกรีตได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เพราะท่อขนส่งคอนกรีตได้ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง คือมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 นิ้ว ทำให้สะดวกในการเคลื่อนย้าย และยังมีการพัฒนาปั๊มคอนกรีตแบบติดตั้งบนรถให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องติดตั้งท่อบ่อย ๆ อีกทั้งการเคลื่อนย้ายก็ทำได้ง่ายอีกด้วย
จนกระทั่งปี พ.ศ.2525 ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศเยอรมันใช้ปั๊มคอนกรีตสำหรับลำเลียงคอนกรีต ประมาณ 50 % ของการใช้คอนกรีตในงานก่อสร้างทั้งหมด
วัสดุก่อสร้างบ้าน #1
ปูนซีเมนต์ มีที่มาจาก หินปูนบวกดินเหนียว
ปูนซีเมนต์ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น จากการดิ้นรนเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยจึงมีการพัฒนาอุปกรณ์และวิธีการในการสร้างความสุขความสบายให้กับตนเองและหมู่คณะขึ้น ในอดีตมีผู้คิดค้นผลิต ปูนซีเมนต์ มากมายหลายคน แต่ไม่ได้ทำการจดทะเบียนไว้เป็นหลักฐานจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1824 นายโจเซฟ แอสปดิน ชาวอังกฤษ เป็นผู้คิดค้น การผลิตปูนซีเมนต์ ขึ้นจนเป็นผลสำเร็จ และทำการจดทะเบียน การผลิตปูนซีเมนต์ อย่าง ถูกต้อง ส่วนผสมของการผลิต ปูนซีเมนต์ ในครั้งนั้น คือการนำเอาหินปูน และดินเหนียวมาเผาให้สุกได้ที่ทิ้งเอาไว้จนเย็น นำมาบดให้ละเอียด จะได้เนื้อปูน ซีเมนต์ที่มีสีเหลือง-เทา ซึ่งมีสีคล้ายกับหินในเกาะของ เมืองปอร์ตแลนด์ ประเทศอังกฤษ เมื่อสีของ ปูนซีเมนต์ ออกมาเป็นเช่นนั้น นายโจเซฟ แอสปดิน จึงตั้งชื่อของ ปูนซีเมนต์ ที่ผลิตขึ้นว่า "ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์" การผลิตปูนซีเมนต์ ในครั้งนั้นยังคงได้ ปูนซีเมนต์ ที่มีคุณภาพต่ำ อันเนื่องมาจากการใช้ส่วนผสม และความร้อนยังไม่ถูกต้อง ไม่สัมพันธ์กัน ทำให้การรวมตัวกันยังไม่ดีพอ กล่าวโดยสรุป ก็คือ ปูนซีเมนต์ เป็นผลของผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจาก การบดปูนเม็ด ซึ่งเป็นผลึกอันเกิดจากการเผาส่วนผสมต่าง ๆ เช่น ปูนขาว ซิลิก้า เหล็กออกไซด์ และอลูมิน่า จนรวมตัวกันเป็น ก้อนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว เผาให้ส่วนผสมดังกล่าวสุก จากนั้นก็ทำให้เย็น ลงตามกรรมวิธีการผลิต นำไปบดให้ละเอียดตามมาตรฐาน ก็จะได้ ปูนซีเมนต์ เพื่อที่จะนำไปใช้ใน งานก่อสร้าง ศาสนสถาน อาคาร บ้าน เรือนทั่ว ๆ ไป ถนน ท่อระบายน้ำ สะพาน เขื่อน สนามบิน และงานก่อสร้างอื่น ๆ โดยมีคุณสมบัติ ที่สำคัญ อย่างหนึ่ง คือสามารถแข็งตัว ได้ทั้งในน้ำและในอากาศ
ในปัจจุบันการผลิต ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ มีการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มีการใช้วัตถุดิบ หลายอย่าง เพิ่มเติมลงไปในส่วนผสมรวมกับวัตถุดิบ เช่น ประเภทที่ให้ธาตุคัลเซี่ยม อาทิ หินปูน ดินสอพอง ดินปูนขาว ประเภทที่ให้ธาตุ ซิลิกอนและอลูมิเนียม ได้แก่ หินเชล ดินเหนียว หินชนวน นอกจากนี้แล้วยังมีวัตถุดิบอย่างอื่นอีก เช่น แร่เหล็ก ใส่เพิ่มเติมลงไปในส่วน ผสมดังกล่าว ในกรณีที่ปริมาณของเหล็กในส่วนผสมต่ำกว่ามาตรฐาน ที่กำหนดซึ่งแร่เหล็ก ดังกล่าวปกติจะมีอยู่ในหินเชล ดินเหนียว เป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้คุณภาพที่ได้ตรงตามความต้องการใช้งานในแต่ละประเภท ซึ่งการเติมสินแร่เหล่านี้ต้องมีการวิจัยค้นคว้า เป็นกรณีพิเศษตามลักษณะงานและมีสูตรลับเฉพาะของแต่ละบริษัทผู้ผลิตสินค้า ชนิดนั้น ๆ สำหรับในกรณีที่ต้องการเร่งหรือหน่วงการ ก่อตัวของ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ก็จะนำเอายิบซัมมาผสมลงในส่วนผสมของ การผลิตปูนซีเมนต์ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเครื่องมือ เทคนิค กรรมวิธีต่าง ๆ ในการผลิตที่แตกต่างกันออกไปตามที่มีการพัฒนาให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น และมีมาตรฐานมากขึ้น จึงได้ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ที่มีคุณภาพดี สามารถที่จะแข็งตัวได้ตามที่ต้องการทั้งในน้ำและในอากาศ ซึ่งใน การผลิตปูนซีเมนต์ จะมีการผลิตอยู่ 2 แบบ ด้วยกันคือ ถ้าวัตถุดิบมีน้ำผสมอยู่มากก็จะใช้การผลิตแบบผสมเปียก แต่ถ้าวัตถุดิบมีน้ำอยู่น้อยหรือไม่มีน้ำผสมอยู่เลย จะใช้การผลิต แบบผสมแห้ง ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ จะได้ คุณภาพของปูนซีเมนต์ ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกันจากที่กล่าวมาข้างต้น คงพอมองเห็นแล้วว่า ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ เป็น ปูนซีเมนต์มาตรฐาน ใช้เป็นส่วนผสมในการทำคอนกรีต เมื่อนำมาผสมกับหิน กรวด ทราย และน้ำ ด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสม จะได้เป็นคอนกรีตสด ซึ่งก็คือคอนกรีตที่ผสมเสร็จใหม่ ๆ ยังไม่ได้เทลงแบบหล่อ เมื่อนำไปเทลงในแบบหล่อแล้วทำการกระทุ้งให้แน่น เพื่อไล่ฟองอากาศออก ทิ้งเอาไว้ให้เกิดการแข็งตัว และสามารถรับน้ำหนักได้ จะมีความทนทานแข็งแรงคล้ายหินตัวอย่างสิ่งก่อสร้าง คอนกรีตเหล่านี้ ได้แก่ ฐานรากของอาคารทุกชนิด เสาตอม่อ เขื่อนขนาดเล็กและใหญ่กำแพงกั้นดิน ถนน สะพาน ท่อระบายน้ำ ถังเก็บน้ำ เมื่อเสริมด้วยเหล็กเส้นและ เหล็กรูปพรรณ ก็จะเป็น คอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน
ปูนซีเมนต์ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น จากการดิ้นรนเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยจึงมีการพัฒนาอุปกรณ์และวิธีการในการสร้างความสุขความสบายให้กับตนเองและหมู่คณะขึ้น ในอดีตมีผู้คิดค้นผลิต ปูนซีเมนต์ มากมายหลายคน แต่ไม่ได้ทำการจดทะเบียนไว้เป็นหลักฐานจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1824 นายโจเซฟ แอสปดิน ชาวอังกฤษ เป็นผู้คิดค้น การผลิตปูนซีเมนต์ ขึ้นจนเป็นผลสำเร็จ และทำการจดทะเบียน การผลิตปูนซีเมนต์ อย่าง ถูกต้อง ส่วนผสมของการผลิต ปูนซีเมนต์ ในครั้งนั้น คือการนำเอาหินปูน และดินเหนียวมาเผาให้สุกได้ที่ทิ้งเอาไว้จนเย็น นำมาบดให้ละเอียด จะได้เนื้อปูน ซีเมนต์ที่มีสีเหลือง-เทา ซึ่งมีสีคล้ายกับหินในเกาะของ เมืองปอร์ตแลนด์ ประเทศอังกฤษ เมื่อสีของ ปูนซีเมนต์ ออกมาเป็นเช่นนั้น นายโจเซฟ แอสปดิน จึงตั้งชื่อของ ปูนซีเมนต์ ที่ผลิตขึ้นว่า "ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์" การผลิตปูนซีเมนต์ ในครั้งนั้นยังคงได้ ปูนซีเมนต์ ที่มีคุณภาพต่ำ อันเนื่องมาจากการใช้ส่วนผสม และความร้อนยังไม่ถูกต้อง ไม่สัมพันธ์กัน ทำให้การรวมตัวกันยังไม่ดีพอ กล่าวโดยสรุป ก็คือ ปูนซีเมนต์ เป็นผลของผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจาก การบดปูนเม็ด ซึ่งเป็นผลึกอันเกิดจากการเผาส่วนผสมต่าง ๆ เช่น ปูนขาว ซิลิก้า เหล็กออกไซด์ และอลูมิน่า จนรวมตัวกันเป็น ก้อนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว เผาให้ส่วนผสมดังกล่าวสุก จากนั้นก็ทำให้เย็น ลงตามกรรมวิธีการผลิต นำไปบดให้ละเอียดตามมาตรฐาน ก็จะได้ ปูนซีเมนต์ เพื่อที่จะนำไปใช้ใน งานก่อสร้าง ศาสนสถาน อาคาร บ้าน เรือนทั่ว ๆ ไป ถนน ท่อระบายน้ำ สะพาน เขื่อน สนามบิน และงานก่อสร้างอื่น ๆ โดยมีคุณสมบัติ ที่สำคัญ อย่างหนึ่ง คือสามารถแข็งตัว ได้ทั้งในน้ำและในอากาศ
ในปัจจุบันการผลิต ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ มีการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มีการใช้วัตถุดิบ หลายอย่าง เพิ่มเติมลงไปในส่วนผสมรวมกับวัตถุดิบ เช่น ประเภทที่ให้ธาตุคัลเซี่ยม อาทิ หินปูน ดินสอพอง ดินปูนขาว ประเภทที่ให้ธาตุ ซิลิกอนและอลูมิเนียม ได้แก่ หินเชล ดินเหนียว หินชนวน นอกจากนี้แล้วยังมีวัตถุดิบอย่างอื่นอีก เช่น แร่เหล็ก ใส่เพิ่มเติมลงไปในส่วน ผสมดังกล่าว ในกรณีที่ปริมาณของเหล็กในส่วนผสมต่ำกว่ามาตรฐาน ที่กำหนดซึ่งแร่เหล็ก ดังกล่าวปกติจะมีอยู่ในหินเชล ดินเหนียว เป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้คุณภาพที่ได้ตรงตามความต้องการใช้งานในแต่ละประเภท ซึ่งการเติมสินแร่เหล่านี้ต้องมีการวิจัยค้นคว้า เป็นกรณีพิเศษตามลักษณะงานและมีสูตรลับเฉพาะของแต่ละบริษัทผู้ผลิตสินค้า ชนิดนั้น ๆ สำหรับในกรณีที่ต้องการเร่งหรือหน่วงการ ก่อตัวของ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ก็จะนำเอายิบซัมมาผสมลงในส่วนผสมของ การผลิตปูนซีเมนต์ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเครื่องมือ เทคนิค กรรมวิธีต่าง ๆ ในการผลิตที่แตกต่างกันออกไปตามที่มีการพัฒนาให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น และมีมาตรฐานมากขึ้น จึงได้ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ที่มีคุณภาพดี สามารถที่จะแข็งตัวได้ตามที่ต้องการทั้งในน้ำและในอากาศ ซึ่งใน การผลิตปูนซีเมนต์ จะมีการผลิตอยู่ 2 แบบ ด้วยกันคือ ถ้าวัตถุดิบมีน้ำผสมอยู่มากก็จะใช้การผลิตแบบผสมเปียก แต่ถ้าวัตถุดิบมีน้ำอยู่น้อยหรือไม่มีน้ำผสมอยู่เลย จะใช้การผลิต แบบผสมแห้ง ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ จะได้ คุณภาพของปูนซีเมนต์ ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกันจากที่กล่าวมาข้างต้น คงพอมองเห็นแล้วว่า ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ เป็น ปูนซีเมนต์มาตรฐาน ใช้เป็นส่วนผสมในการทำคอนกรีต เมื่อนำมาผสมกับหิน กรวด ทราย และน้ำ ด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสม จะได้เป็นคอนกรีตสด ซึ่งก็คือคอนกรีตที่ผสมเสร็จใหม่ ๆ ยังไม่ได้เทลงแบบหล่อ เมื่อนำไปเทลงในแบบหล่อแล้วทำการกระทุ้งให้แน่น เพื่อไล่ฟองอากาศออก ทิ้งเอาไว้ให้เกิดการแข็งตัว และสามารถรับน้ำหนักได้ จะมีความทนทานแข็งแรงคล้ายหินตัวอย่างสิ่งก่อสร้าง คอนกรีตเหล่านี้ ได้แก่ ฐานรากของอาคารทุกชนิด เสาตอม่อ เขื่อนขนาดเล็กและใหญ่กำแพงกั้นดิน ถนน สะพาน ท่อระบายน้ำ ถังเก็บน้ำ เมื่อเสริมด้วยเหล็กเส้นและ เหล็กรูปพรรณ ก็จะเป็น คอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน
วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สวนสไตล์โมเดิร์น
สวนโมเดิร์น คือ สวนที่เน้นการใช้แนวเส้นและรูปทรงเรขาคณิตมาช่วยในการออกแบบ โดยใช้วัสดุตกแต่งที่ทันสมัยเข้ามาประกอบ เช่น รูปประติมากรรมต่างๆ แต่ไม่นิยมใช้พรรณไม้ปริมาณมาก ๆ แต่เลือกใช้เฉพาะที่มีรูปทรงโดดเด่น
การจัดสวนสไตล์นี้ หรือ การจัดสวนสไตล์อืนๆก็เหมือนกันคือให้ใช้ สไตล์รูปแบบบ้านเป็นหลัก และให้ถือว่า สวนคือห้องๆหนึ่งของบ้าน ที่สามารถมองผ่านหน้าต่างหรือประตูออกไปแล้วมองเห็นความงามในสวน เพราะฉะนั้น เวลาคุณแต่งบ้านโดยรวมแล้วบ้านคุณจัดอยู่ในสไตล์ไหน สวนก็ต้องเป็นไปโดยสอดคล้องหรือสัมพันธ์กัน ไม่ให้เกิดลักษณะแตกต่างหรือขัดขืน เพราะเวลา คุณแต่งบ้านถ้าบ้านไม่ได้กว้างใหญ่แบบเดินจากฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่งเป็นกิโล แล้วล่ะก็การตกแต่งภายในก็ต้องมีรูปแบบตามที่มัณฑนากรคิดตามคอนเซ็ปบ้าน คอนเซ็ปคุณให้เป็นunityคือความเป็นเอกภาพ เมื่อสวนคือห้องๆหนึ่งของบ้าน หลักการนั้นก็ถูกนำมาใช้เช่นเดียวกัน
การเชื่อมโยงบ้านเข้ากับสวน
เมื่อบ้านถูกออกแบบมาให้หรูดูดีมีสไตล์แต่เรียบง่าย วัสดุที่นำมาสร้างบ้านจะถูกเลือกและจัดสรรมาอย่างดีจากสถาปนิก สวน ก็ต้องตามนั้น ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน ลานอเนกประสงค์ ศาลา หรือน้ำพุ น้ำตก วัสดุ ตกแต่งก็ควรเป็นวัสดุเดียวกับหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่ใช้สร้างบ้าน ยกตัวอย่าง การก่อสร้างน้ำตกสมัยใหม่ วัสดุอาจประกอบ ด้วย กระจก โลหะ หรือไม้ หรือกรุตัวน้ำตก หรือบ่อด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบเซรามิค ซึ่งมีลักษณะสวยงามเฉพาะตัว การ ทำกรอบแปลงปลูกต้นไม้ หรือใช้ไม้พุ่มเตี้ย ปลูกเรียงกันอย่างมีระเบียบ จัดวางแปลนสวนแบบมีแบบแผน ปลูกต้นไม้ที่ สามารถตัดแต่ง เป็นรูปทรงต่างๆเช่นสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม หรือรูปทรงเรขาคณิตอื่นๆ แล้วไล่ระดับความสูงต่ำตามการเจริญเติบโตของพรรณไม้ที่กำหนดไว้ตามลำดับ
ส่วน สวนที่คุณต้องการให้เกิดความรู้สึกแตกต่างคืออยู่ในบ้านเป็นโลกหนึ่งของคุณ พอเข้ามาในสวนกลายเป็นอีกโลกหนึ่งนั้นควรหามุมที่ห่างหรือไกลออกไป แล้วใช้ต้นไม้ ฉากหรือองค์ประกอบสวนอื่นๆแบ่งส่วนสวนหรือเชื่อมโยงสวนให้สอดคล้องกัน
วิธีจัดสวนโมเดิร์น
- จัดรูปแบบกระบะปลูกพรรณไม้ที่มีลักษณะแปลกตา เสริมด้วยน้ำพุที่สวน
เพื่อสร้างบรรยากาศให้สดชื่น มีความเคลื่อนไหว และสวยงาม
- ใช้รูปแบบของเส้นซิกแซ็กสร้างการเคลื่อนไหว ส่วนใหญ่นิยมปลูกพรรณไม้ตระกำลเฟิน
และเพิ่มความพริ้วไหวของสวนด้วยน้ำพุหินแกรนิตทรงกลม
- การจัดพรรณไม้ให้มีเส้นขอบชัดเจน และเพิ่มที่นั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้
การจัดสวนสไตล์นี้ หรือ การจัดสวนสไตล์อืนๆก็เหมือนกันคือให้ใช้ สไตล์รูปแบบบ้านเป็นหลัก และให้ถือว่า สวนคือห้องๆหนึ่งของบ้าน ที่สามารถมองผ่านหน้าต่างหรือประตูออกไปแล้วมองเห็นความงามในสวน เพราะฉะนั้น เวลาคุณแต่งบ้านโดยรวมแล้วบ้านคุณจัดอยู่ในสไตล์ไหน สวนก็ต้องเป็นไปโดยสอดคล้องหรือสัมพันธ์กัน ไม่ให้เกิดลักษณะแตกต่างหรือขัดขืน เพราะเวลา คุณแต่งบ้านถ้าบ้านไม่ได้กว้างใหญ่แบบเดินจากฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่งเป็นกิโล แล้วล่ะก็การตกแต่งภายในก็ต้องมีรูปแบบตามที่มัณฑนากรคิดตามคอนเซ็ปบ้าน คอนเซ็ปคุณให้เป็นunityคือความเป็นเอกภาพ เมื่อสวนคือห้องๆหนึ่งของบ้าน หลักการนั้นก็ถูกนำมาใช้เช่นเดียวกัน
การเชื่อมโยงบ้านเข้ากับสวน
เมื่อบ้านถูกออกแบบมาให้หรูดูดีมีสไตล์แต่เรียบง่าย วัสดุที่นำมาสร้างบ้านจะถูกเลือกและจัดสรรมาอย่างดีจากสถาปนิก สวน ก็ต้องตามนั้น ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน ลานอเนกประสงค์ ศาลา หรือน้ำพุ น้ำตก วัสดุ ตกแต่งก็ควรเป็นวัสดุเดียวกับหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่ใช้สร้างบ้าน ยกตัวอย่าง การก่อสร้างน้ำตกสมัยใหม่ วัสดุอาจประกอบ ด้วย กระจก โลหะ หรือไม้ หรือกรุตัวน้ำตก หรือบ่อด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบเซรามิค ซึ่งมีลักษณะสวยงามเฉพาะตัว การ ทำกรอบแปลงปลูกต้นไม้ หรือใช้ไม้พุ่มเตี้ย ปลูกเรียงกันอย่างมีระเบียบ จัดวางแปลนสวนแบบมีแบบแผน ปลูกต้นไม้ที่ สามารถตัดแต่ง เป็นรูปทรงต่างๆเช่นสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม หรือรูปทรงเรขาคณิตอื่นๆ แล้วไล่ระดับความสูงต่ำตามการเจริญเติบโตของพรรณไม้ที่กำหนดไว้ตามลำดับ
ส่วน สวนที่คุณต้องการให้เกิดความรู้สึกแตกต่างคืออยู่ในบ้านเป็นโลกหนึ่งของคุณ พอเข้ามาในสวนกลายเป็นอีกโลกหนึ่งนั้นควรหามุมที่ห่างหรือไกลออกไป แล้วใช้ต้นไม้ ฉากหรือองค์ประกอบสวนอื่นๆแบ่งส่วนสวนหรือเชื่อมโยงสวนให้สอดคล้องกัน
วิธีจัดสวนโมเดิร์น
- จัดรูปแบบกระบะปลูกพรรณไม้ที่มีลักษณะแปลกตา เสริมด้วยน้ำพุที่สวน
เพื่อสร้างบรรยากาศให้สดชื่น มีความเคลื่อนไหว และสวยงาม
- ใช้รูปแบบของเส้นซิกแซ็กสร้างการเคลื่อนไหว ส่วนใหญ่นิยมปลูกพรรณไม้ตระกำลเฟิน
และเพิ่มความพริ้วไหวของสวนด้วยน้ำพุหินแกรนิตทรงกลม
- การจัดพรรณไม้ให้มีเส้นขอบชัดเจน และเพิ่มที่นั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)